โปรโมชั่น

สั่งจอง ลด 30% ทุนนิยมในศตวรรษที่ 21 Capital in the Twenty-First century

สั่งจอง ลด 30% ทุนนิยมในศตวรรษที่ 21 Capital in the Twenty-First century

พิเศษสำหรับทุกท่าน สั่งจอง "ทุนนิยมในศตวรรษที่ 21 Capital in the Twenty-First century" ทางเว็บไซท์ ลด 30% จาก 900 บาท เหลือเพียง 630 บาทเท่านั้น!

เริ่มเปิดให้สั่งจองได้ตั้งแต่วันนี้ - 24 ก.ค. 60  และทางสำนักพิมพ์จะเริ่มจัดส่งให้ในวันที่ 25 ก.ค. 60 เป็นต้นไปค่ะ

 

หมายเหตุ

1. สั่งซื้อหนังสือครบ 300 บาท ขึ้นไป จัดส่งฟรีทั่วไทยค่ะ

2. สำหรับท่านที่สั่งจองหนังสือ "ทุนนิยมในศตวรรษที่ 21 Capital in the Twenty-First century" ร่วมกับหนังสือรายการอื่น ๆ ทางสำนักพิมพ์ขออนุญาตจัดส่งพร้อมกันทั้งหมดในวันที่ 25 ก.ค. 60 ค่ะ

 

~**~**~**~**~**~**~**~**~**~**~**~**~**~**~**~**~

ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้คือโทมัส พิเก็ตตี เป็นนักเศรษฐศาสตร์ชาวฝรั่งเศส เมื่อยังหนุ่มเคยเป็นอาจารย์ที่ MIT

อย่างไรก็ตาม เจ้าตัวกลับพูดเองว่า ยิ่งสอนไป ยิ่งทำวิจัยไป ก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวเอง "เท้าไม่ติดพื้น" มากขึ้นเรื่อยๆ  อยู่แต่ในโลกของทฤษฎีและสูตร ซึ่งพอคิดให้ลึกๆ แล้วก็ "ใช้ไม่ได้จริง" และ "ไม่สัมพันธ์กับโลกที่เราทุกคนอยู่กันจริงๆ"

เมื่อเกิดความหงุดหงิดเช่นนั้นขึ้นมาเสียแล้ว พิเก็ตตีจึงพยายามแสวงหาหนทางใหม่ หลังจากอยู่ที่ MIT หลายปี เขาก็เดินทางกลับมาเป็นอาจารย์ที่ฝรั่งเศส และเริ่มต้นงานชั่วชีวิตที่เขาเห็นว่าเป็นหัวใจสำคัญของวิชาเศรษฐศาสตร์อย่างแท้จริง เป็นสิ่งที่ทำให้วิชานี้มีความหมายจริงๆ และเป็นสิ่งที่สำคัญต่อทุกคนอย่างเสมอหน้า ดังนั้นจึงน่าจะเป็นประโยชน์จริงๆ

คือพิเก็ตตีศึกษาว่าเพราะอะไรคนเราจึงมีทุนไม่เท่ากัน หรือพูดง่ายๆ คือทำไมคนเราจึงมีเงินไม่เท่ากัน ทำไมคนรวยจึงรวย ทำไมคนจนจึงจน (ซึ่งเขาพบว่าไม่ใช่เรื่องพื้นๆ ตัดสินได้แบบขาวดำแค่ว่าเพราะใครขยันกว่าใคร หรือเพราะใครเอาเปรียบใคร) และเงินจะกระจุกตัวอยู่ในมือกลุ่มน้อยลงทุกทีไปได้ถึงขนาดไหน ทำไมจึงเป็นอย่างนั้น มันควรจะเป็นอย่างนั้นหรือเปล่า เราจะแก้ไขอะไรได้ไหม ทำให้สังคมนี้ดีขึ้น เป็นธรรมขึ้น ให้ทุกคนมีสิทธิมีโอกาสอย่างเท่าเทียมขึ้นในระดับหนึ่งได้ไหม

พิเก็ตตีแสดงจุดยืนไว้ตั้งแต่แรกว่าเขาไม่ใช่คอมมิวนิสต์ เขามองโลกตามความเป็นจริงว่าความเหลื่อมล้ำนั้นเป็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นอยู่เสมอ และไม่อาจแก้ปัญหาด้วยการให้ทุกคน "มี" เท่าๆ กันหรือเหมือนๆ กันได้ อย่างไรก็ตาม เขาก็มองว่าสังคมควรมีคุณธรรมพื้นฐานบางประการ ดังนั้นความไม่เท่ากันจึงควรจะดำรงอยู่ได้ก็ต่อเมื่อมัน "มีประโยชน์ต่อส่วนรวม" เท่านั้น เขาเชื่อว่าถ้าคนรวยรวยมากขึ้นเรื่อยๆ และคนที่เหลือจนลงทุกที (หรือภาษาของขบวนการ Occupy Wall Street ก็คือมีแต่คน 1% ที่เป็นเจ้าของทุกอย่าง ส่วนคนที่เหลืออีก 99% ไม่มีอะไรเลย) นี่ก็ไม่ใช่เรื่องดีเช่นเดียวกัน

เจตนาของพิเก็ตตีในการเขียนหนังสือเล่มนี้ คือเพื่อให้ "ข้อมูล" ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ทำไมทุกอย่างจึงกลายเป็นอย่างนี้ กลไกอะไรหรือที่ทำให้คนรวยรวยขึ้นทุกที เขาเชื่อว่าถ้าหากคนหมู่มากมีข้อมูลที่ถูกต้อง เห็นภาพกว้าง เห็นความเป็นมาเป็นไปของสิ่งต่างๆ อย่างชัดเจน ก็จะเกิดการถกอภิปรายสาธารณะขึ้น ซึ่งอาจจะมีส่วนผลักดันให้อะไรๆ เปลี่ยนไปบ้าง เขาเชื่อว่านี่คือหน้าที่ของวิชาเศรษฐศาสตร์

พิเก็ตตีไม่ได้ทำสิ่งเหล่านี้ด้วยการตั้งสูตรหรือทฤษฎี แต่ใช้วิธีรวบรวมข้อมูลร่วมกับทีมงานนักวิชาการเป็นเวลาสิบห้าปี หนังสือเล่มนี้เป็นผลผลิตของการเก็บข้อมูลอันยาวนานแบบลงไปคลุกกันถึงลูกถึงคนจริงๆ ดังกล่าว ข้อมูลที่รวบรวมมามีทั้งข้อมูลภาษี เงินเดือน รายได้ประชาชาติ ความมั่งคั่ง ผลตอบแทนรายปีของทุน ฯลฯ ทั้งหมดครอบคลุมเวลาสามศตวรรษ (ศตวรรษที่ 18-ต้นศตวรรษที่ 21) และมาจากกว่า 20 ประเทศ เมื่อหาข้อมูลเหล่านี้ได้แล้ว จึงได้ทำการสังเคราะห์ ค้นหาแบบแผนทางประวัติศาสตร์ หาภาพรวมที่แท้จริงว่า "มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่" และ "ถ้ามันยังเป็นอย่างนี้ต่อไป อนาคตจะเป็นอย่างไร"

ไม่เคยมีนักเศรษฐศาสตร์คนใดทำอะไรในระดับที่ใหญ่ขนาดนี้ ใช้ข้อมูลมากขนาดนี้ และทุ่มเทเวลาอย่างนี้มาก่อนเลย

สำหรับผลลัพธ์ที่พิเก็ตตีได้จากการลงไปคลุกจริงๆ นั้น เป็นสิ่งที่ละเอียดและจะกินความเกินเนื้อที่ในคำนำนี้ไป อย่างไรก็ตาม สำนักพิมพ์อยากเรียนผู้อ่านว่า หนังสือเล่มนี้เป็นเรื่องสำคัญ ถึงแม้จะใช้ข้อมูลฝั่งตะวันตกเป็นหลัก (เพราะมีข้อมูลสมบูรณ์กว่า) แต่พิเก็ตตีก็ค้นพบเรื่องบางอย่างที่เป็นสากลจริงๆ และประยุกต์ใช้ได้ทั่วไป อีกประการหนึ่ง พิเก็ตตีมีเจตนารมย์จะเขียนหนังสือเล่มนี้ให้เข้าใจง่าย อ่านง่าย ให้คนที่ไม่มีพื้นฐานทางเศรษฐศาสตร์เลยก็อ่านได้ เขาถือว่าคนที่ไม่มีความรู้คือกลุ่มเป้าหมายด้วยซ้ำ เพราะเขาเชื่อว่าการที่ทำให้คนไม่รู้ได้รู้ได้เห็น คือหนทางไปสู่การถกอภิปรายอย่างมีข้อมูลที่ถูกต้อง ซึ่งเป็นรากฐานของประชาธิปไตย การอ่านหนังสือเล่มนี้นอกจากจะช่วยให้เราเข้าใจเรื่องความเหลื่อมล้ำแล้ว ยังเป็นการเปิดโลกใหม่ เหมือนพาเราไปดูโลกที่เราอยู่ในมุมสูงขึ้น ให้เราเข้าใจเรื่องเงินเรื่องทองและความเป็นไปในโลกนี้มากขึ้น พูดอีกอย่างก็คือพิเก็ตตีประสบความสำเร็จในการทำให้เศรษฐศาสตร์ไม่ใช่เพียงเรื่องทฤษฎีชั้นสูงเข้าใจยาก แต่เป็นเรื่องปากท้องรอบตัวเราจริงๆ