รายละเอียด

สยามที่ไม่ทันได้เห็น

มาร่วมสัมผัสเรื่องราวนอกพงศาวดารไทยผ่านภาพลายเส้นและภาพถ่ายที่หาชมได้ยากมากกว่าร้อยภาพพร้อมข้อมูลเบื้องลึกที่เคยถูกบันทึกไว้อย่างคลุมเครือ หนังสือเล่มนี้จะตอบทุกข้อสงสัยในใจคนไทยทุกคน....

  • ผู้เขียน: ไกรฤกษ์ นานา
  • ผู้แปล: -
  • ผู้เรียบเรียง: -
  • ISBN: 9786162440410
  • ขนาด: 21.7 x 30.5 cm
  • Weight/น้ำหนัก: -
  • ปีที่พิมพ์: -
  • จำนวนหน้า: -
  • ราคาปก: 1,250.00 บาท
  • ราคาสั่งซื้อทางเว็บ: 1,062.00 บาท

  • Add to cart

สยามที่ไม่ทันได้เห็น

เนื้อหาหนังสือ


คำนำสำนักพิมพ์

     กลับมาให้คนไทยได้ย้อนรำลึกถึงดินแดนสยามที่คนไทยหลายคนไม่ทันได้รู้จักอีกครั้ง สำหรับ ‘สยามที่ไม่ทันได้เห็น’ คัดสรรภาพประวัติศาสตร์จากเอกสารและสื่อสิ่งพิมพ์โบราณอายุนับร้อยปีจากฝั่งตะวันตก พร้อมรวบรวม ๑๒ บทความ เชิงวิชาการสุดเข้มข้น ตีแผ่ความสัมพันธ์ทางการเมืองในอดีตระหว่างประเทศสยาม กัมพูชา และฝรั่งเศส อันนำไปสู่การถ่ายโอนดินแดนพระตะบอง เสียมราฐ นครวัด จนกลายเป็นกรณีพิพาทอันร้อนระอุในปัจจุบัน

     ผลงานล่าสุดของ อาจารย์ไกรฤกษ์ นานา นักสืบประวัติศาสตร์แห่งยุค ผู้ค้นพบปูมหลังเมืองเขมรเมื่อครั้งยังอยู่ในขอบขัณฑสีมาของสยาม จวบกระทั่งฝรั่งเจ้าอาณานิคมย่างกรายเข้ามา การถ่ายโอนดินแดนจึงเริ่มขึ้น ก่อนจะเกิดเหตุการณ์ยุทธนาวีเกาะช้างในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ ดินแดนที่เคยเป็นหนึ่งถูกแบ่งแยกออกจากกัน ข้อเท็จจริงที่ถูกตีแผ่อย่างละเอียดโดยสื่อมวลชนฝั่งตะวันตกในสมัยนั้น อีกหนึ่งหลักฐานทางประวัติศาสตร์ชิ้นสำคัญที่คนไทยไม่ควรพลาด

     มาร่วมสัมผัสเรื่องราวนอกพงศาวดารไทยผ่านภาพลายเส้นและภาพถ่ายที่หาชมได้ยากมากกว่าร้อยภาพพร้อมข้อมูลเบื้องลึกที่เคยถูกบันทึกไว้อย่างคลุมเครือ หนังสือเล่มนี้จะตอบทุกข้อสงสัยในใจคนไทยทุกคน....

อีกหนึ่งผลงานโดย อาจารย์ไกรฤกษ์ นานา
หนังสือ"ร้อยภาพ ร้อยแผ่นดิน ร้อยปีแห่งวันสวรรคต สมเด็จพระปิยะมหาราช"




คำนิยม ศาสตราจารย์พิเศษ ทองต่อ กล้วยไม้ ณ อยุธยา

     เมื่อคุณไกรฤกษ์ นานา เขียนบทความเชิงประวัติศาสตร์ประกอบภาพถ่ายร่วมสมัย จากหนังสือและวารสารต่างๆ ของต่างประเทศ ที่คนไทยส่วนใหญ่ไม่เคยเห็น โดยกล่าวถึงมหาอำนาจชาติตะวันตกได้พยายามนำการปกครองแบบอาณานิคมเข้ามาครอบงำแถบประเทศบ้านเราด้วยกลวิธีต่างๆ และมาหนักหน่วงเอาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทำให้ข้าพเจ้าต้องติดตามอ่าน ด้วยความสนใจและชื่นชมยินดีต่อคุณไกรฤกษ์ ในความรู้ความสามารถประกอบด้วยความวิริยะอุตสาหะอย่างแรงกล้าและการเสียสละค่าใช้จ่ายจำนวนมากในการรวบรวมภาพเก่าร่วมสมัยอันหายากมาเป็นหลักฐานในการเขียนบทความ

     กล่าวโดยเฉพาะหนังสือ “สยามที่ไม่ทันได้เห็น” เล่มนี้ ที่ทำให้ข้าพเจ้าสนใจอ่านเป็นพิเศษ เพราะเกี่ยวกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทั้ง ๒ พระองค์ ที่ข้าพเจ้าเคารพบูชาเป็นอย่างยิ่ง เพราะทรงมีพระมหากรุณาธิคุณแก่ชาติไทยอย่างล้นเหลือจักพรรณนาได้หมดสิ้น ซึ่งข้าพเจ้าก็ได้พยายามเผยแพร่พระมหากรุณาธิคุณเหล่านั้นตามสติปัญญาอันมีจำกัด ด้วยการพูดการเขียนทุกโอกาสที่สามารถทำได้ จากความรู้ที่ได้พยายามศึกษาพระราชประวัติพระราชกรณียกิจของพระองค์ท่านมาเป็นเวลาไม่ต่ำกว่า ๕๐ ปี ดังนั้นเมื่อคุณไกรฤกษ์เขียนเรื่องเขมรต้องตกเป็นรัฐในอารักขาของฝรั่งเศส และไทยก็ต้องเสียดินแดนเขมรส่วนในที่เคยปกครองมาโดยตรงแก่ฝรั่งเศส ด้วยหลักฐานข้อมูลต่างๆ ที่ข้าพเจ้าเคยทราบมาบ้างและเป็นความรู้ใหม่ที่ไม่เคยทราบอีกมาก จึงทำให้ชื่นชมยินดีเป็นพิเศษ

     นอกจากประเด็นที่กล่าวไปแล้ว หนังสือ “สยามที่ไม่ทันได้เห็น” ยังมีอานิสงส์สำคัญอีกประการแก่คนไทยในปัจจุบัน เพราะไทยกับเขมรกำลังขัดแย้งกันอย่างรุนแรงในเรื่องเขตแดนที่ยังไม่ได้ปักปันให้แน่นอน ทำให้เกิดปะทะกันด้วยกำลัง และอาจขยายวงกว้างจนเกิดการสูญเสียอย่างใหญ่หลวงแก่ทั้ง ๒ ประเทศก็ได้ แต่หนังสือสยามที่ไม่ทันได้เห็นได้ให้ความรู้แก่ผู้อ่าน ถึงความสัมพันธ์อันดีงามที่ทั้ง ๒ ประเทศเคยมีต่อกันมานับร้อยๆ ปี ก็จะมีส่วนช่วยสร้างความรู้สึกดีๆ เห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกันขึ้นมาได้ตามสมควร

     ความรู้จากหนังสือเล่มนี้ทำให้ผู้อ่านทราบว่า เอาเพียงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ไทยกับเขมรมีความสัมพันธ์กันอย่างใด กล่าวคือในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ประเทศไทยมีอาณาเขตแผ่ไพศาลกว้างขวางมากที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติไทย พระองค์มีพระราชอำนาจเหนือ ลาว เขมร และหัวเมืองมลายูส่วนใหญ่ และทรงรับเจ้าชายเขมรชื่อนักองค์เองพระชนมายุเพียง ๑๐ พรรษา จากสงครามกลางเมืองมาอุปถัมภ์ไว้ที่กรุงเทพฯ ในฐานะทรงเป็นพระราชบุตรบุญธรรมของพระเจ้าแผ่นดินไทย เมื่อนักองค์เองทรงบรรลุนิติภาวะแล้ว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ออกไปปกครองเมืองเขมร พระราชทานนามว่าสมเด็จพระนารายณ์ราชา

     ครั้นสมเด็จพระนารายณ์ราชาถึงแก่พิราลัย นักองค์จันทร์โอรสองค์ใหญ่จึงได้รับสถาปนาจากกรุงเทพฯขึ้นเป็นสมเด็จพระอุทัยราชาครองเมืองเขมรต่อมา แต่กษัตริย์องค์นี้มีใจออกห่างจากไทย เพราะไม่พอใจที่ทางกรุงเทพฯ มักตำหนิติเตียนในความประพฤติของพระองค์ ถึงกับไม่ยอมเดินทางมาร่วมงานถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เท่ากับเป็นการประกาศไม่ยอมขึ้นต่อไทย ทำให้มีผู้ไม่เห็นด้วยส่วนหนึ่ง เป็นผลให้เขมรเกิดแตกแยกเป็นสองส่วน และญวนถือโอกาสส่งกองทัพเข้ามายังเขมรเป็นผู้อุปถัมภ์เขมรเช่นเดียวกับไทย เป็นเหตุให้ไทยต้องเผชิญหน้ากับญวน เพื่อรักษาสถานภาพเดิมของตนในเขมรไว้ จนเกิดสงครามยืดเยื้อระหว่างไทยกับญวนในดินแดนเขมร ผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะในสงครามอานามสยามยุทธเป็นเวลาถึง ๑๔ ปี จนถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว

     ในระหว่างที่สงครามอานามสยามยุทธยังไม่ยุตินั้น สมเด็จพระอุทัยราชาได้ถึงแก่พิราลัย ฝ่ายญวนสนับสนุนนักองค์อิ่มอนุชาองค์ที่ ๒ ของสมเด็จพระอุทัยราชาเป็นกษัตริย์ครองพนมเปญ แต่ฝ่ายไทยสนับสนุนนักองค์ด้วงอนุชาองค์ที่ ๔ และเป็นโอรสองค์สุดท้ายของสมเด็จพระนารายณ์ราชาเป็นกษัตริย์เหมือนกัน โดยยังพำนักอยู่ในกรุงเทพฯ และในจังหวะนี้เจ้าพระยาบดินทร์เดชา (สิงห์ สิงหเสนี) แม่ทัพไทยรบชนะในเขมรเหนือ เจ้าพระยาบดินทร์เดชาจึงสร้างเมืองอุดงมีชัยให้นักองค์ด้วงครอง เมื่อนักองค์อิ่มพิราลัยแล้วพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงสถาปนานักองค์ด้วงเป็นสมเด็จพระหริรักษ์รามาธิบดี และย้ายเมืองหลวงมาอยู่ที่เมืองอุดงมีชัยแทนพนมเปญ กษัตริย์เขมรองค์นี้ทรงจงรักภักดีต่อไทยอย่างยิ่ง แต่เมื่อพระองค์ถึงแก่พิราลัยแล้วนักองราชาวดีโอรสองค์ใหญ่ได้ขึ้นครองราชย์สืบแทน พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้สถาปนาเป็นสมเด็จพระนโรดมพรหมบริรักษ์

     แต่ทรงเป็นกษัตริย์ที่น้ำพระทัยโลเลอ่อนแอ ประจวบกับฝรั่งเศสยึดครองไซ่ง่อนและญวนใต้ได้แล้ว จึงสวมสิทธิญวน
เข้ามาบีบบังคับให้พระองค์ต้องทรงยินยอมทำสัญญาอยู่ใต้อารักขาของฝรั่งเศส ดังมีรายละเอียดในหนังสือสยามที่
ไม่ทันได้เห็นเล่มนี้แล้ว

    ข้าพเจ้าต้องขอแสดงความชื่นชมคุณไกรฤกษ์ นานาอีกครั้ง ในความพยายามศึกษาค้นคว้าเอกสารฝ่ายในประเทศที่ไม่ค่อยแพร่หลายนัก และนำเสนอพระบรมราชวินิจฉัยพระราชหัตถเลขาที่แสดงถึงความปรารถนาดีของไทยที่มีต่อเขมรและแสดงความสัมพันธ์ของพระราชวงศ์ทั้งสองประดุจญาติสนิท ตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงรับเจ้าชายเขมรมาทรงอุปถัมภ์เป็นพระราชบุตรบุญธรรมให้พ้นจากภัยสงครามกลางเมือง

     จนได้กลับไปครองบ้านเมืองสืบราชวงศ์ต่อมาจนปัจจุบัน และกษัตริย์เขมรเกือบทุกพระองค์ก็ได้รับการศึกษาอบรมตลอดจนบวชเรียนในไทยมาก่อนได้ราชสมบัติ แต่เนื่องจากยังขาดพระราชวินิจฉัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวที่มีความสำคัญอยู่มาก จึงขออนุญาตนำมาเสนอเพื่อให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

     พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเห็นถึงคุณธรรมของผู้มีหน้าที่ปกครองบ้านเมืองเป็นอย่างยิ่ง เมื่อเจ้าพระยาบดินทร์เดชาตั้งขัดตาทัพอยู่ ณ เมืองพระตะบอง จะไปทำศึกกับญวนเป็นครั้งที่ ๒ นั้น โปรดเกล้าฯ ให้นักองค์ด้วง ซึ่งต่อมาคือ สมเด็จพระหริรักษ์รามาธิบดี เป็นเจ้านายเขมรที่ฝักใฝ่ข้างไทยและพำนักอยู่ที่กรุงเทพฯ ออกไปช่วยเจ้าพระยาบดินทร์ฯ ในราชการทัพด้วย เพื่อว่าเมื่อเสร็จสงครามแล้วจะได้อภิเษกนักองค์ด้วงเป็นกษัตริย์เขมรต่อไป เมื่อนักองค์ด้วงมากราบถวายบังคมลา ได้พระราชทานพระบรมราโชวาทสั่งสอนหลายประการ โดยมีพระราชกระแสถึงการช่วยเหลือเมืองเขมรว่า ไม่ต้องพระราชประสงค์ผลประโยชน์สิ่งไรที่ในเมืองเขมร จะเอาแต่พระเกียรติยศสืบไปภายหน้าว่า ทรงกู้เมืองเขมรขึ้นไว้มิให้พระพุทธศาสนาเสื่อมสูญ พระบรมราโชวาทบางองค์น่าประทับใจมาก เช่น “ถ้าจะตั้งพระยาพระเขมรสืบไป ก็อย่าให้ลุอำนาจแต่โดยใจว่า คนผู้นี้เป็นพวกมาแต่ก่อน ผู้นี้มิได้เป็นพวกมาแต่ก่อน ให้พิเคราะห์ดูชาติดูสกุล และคนที่มีความชอบควรจะใช้ได้อย่างไร ก็ให้ตั้งแต่งตามควร ให้ผู้น้อยกลัวผู้ใหญ่เป็นลำดับกัน อย่าถือผู้น้อยให้ข้ามเกินผู้ใหญ่ อย่าเห็นแก่หน้าเกรงใจบุคคล อย่าหูเบาใจเบา พระยาพระเขมรจะมีความโทมนัส”

    “พระองค์ด้วงสติปัญญาอายุอานามก็เป็นผู้ใหญ่แล้ว จะตริการสิ่งใดก็ให้รอบคอบทำใจให้เสมอ อย่ากอบไป
ด้วยฉันทาโทสาโมหาภยาคติ ตั้งตัวให้เที่ยงธรรม ทำให้คมคาย ให้พระยาพระเขมรกลัวอำนาจ อย่าให้หมิ่นประมาท
ได้ กลัวนั้นมีอยู่ ๓ ประการ กลัวอาชญาประการ ๑ กลัวบุญวาสนาประการ ๑ กลัวสติปัญญารู้เท่าทันประการ ๑
กลัวบุญกลัวบุญวาสนากลัวสติปัญญานั้นทั้งรักทั้งกลัว เขมรผู้ใดผิดกระทำโทษตามผิดนั้น ก็ให้หยิบยกโทษผิดออกให้
เห็น อย่าให้ผู้อื่นติเตียนว่า กระทำโทษคนหาผิดมิได้”

     ในที่สุดนี้ ข้าพเจ้าขอให้คุณไกรฤกษ์ นานา ได้เขียนบทความอันมีคุณค่าเช่นนี้ออกมาอีกมากๆ เพื่อที่เยาวชน
คนไทยจะได้รู้จักชาติบ้านเมืองของตนให้มากขึ้น และขอให้ผู้รับผิดชอบในบ้านเมืองได้คำนึงถึงความเดือดร้อน ถึง
ความรู้สึกของชีวิตจิตใจของประชาชนทั้งสองฝั่งเส้นเขตแดนประเทศ ว่าล้วนแต่เป็นชาติพันธุ์เดียวกัน เส้นเขตแดน
เป็นแต่เส้นสมมติ เพื่อกำหนดขอบเขตความรับผิดชอบในการดูแลรักษาความมั่นคง ความปลอดภัย การสร้างความ
เจริญก้าวหน้าของประชาชนเท่านั้น
ท. กล้วยไม้


ศาสตราจารย์พิเศษ ทองต่อ กล้วยไม้ ณ อยุธยา
ปูชนียบุคคลด้านภาษาไทย พ.ศ. ๒๕๕๑
ของคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม
๒๗ มีนาคม ๒๕๕๔