รายละเอียด

[ขายตามสภาพ] โลกที่เต็มไปด้วยปีศาจ - The Demon-haunted World Science as a Candle in the Dark

The New York Times Bestseller! ฉบับครบรอบ 2 ทศวรรษ! ผลงานอัจฉริยะจากผู้กล้านักล่าปีศาจ

  • ผู้เขียน: คาร์ล เซแกน - Carl Sagan
  • ผู้แปล: ธิดา ธัญญประเสริฐกุล
  • ผู้เรียบเรียง: -
  • ISBN: 9789742282271
  • ขนาด: 14.50 x 21 ซม.
  • Weight/น้ำหนัก: -
  • ปีที่พิมพ์: -
  • จำนวนหน้า: -
  • ราคาปก: 395.00 บาท
  • ลดราคาเหลือ: 335.00 บาท

ทดลองอ่าน » คลิกที่นี่


Add to cart

[ขายตามสภาพ] โลกที่เต็มไปด้วยปีศาจ - The Demon-haunted World Science as a Candle in the Dark

เนื้อหาหนังสือ

 

 

 

 

คำนิยม The Demon Haunted World

แด่ คุณคาร์ล

ผมใช้เวลานานมากกว่าจะบิ๊วตัวเองให้เริ่มเขียนคำนิยมนี้ได้

สำหรับนักสื่อสารวิทยาศาสตร์คนหนึ่ง การได้รับเกียรติเขียนคำนิยมให้คุณคาร์ล เซเกน ช่างเปรียบดั่ง พุทธศาสนิกชนสักคนต้องเขียนคำนิยมให้พระสารีบุตร หรือวงดนตรีสักวงต้องขึ้นเล่นเปิดให้กับเดอะบีทเทิลส์ มันกดดันมาก

กดดันไป กดดันมา ไม่ไหวแล้ว อ๊ากกกก...
เอาเป็นว่า ผมเล่าง่ายๆ ละกันครับ

สมัยเริ่มเรียนป.ตรีที่คอร์เนลใหม่ๆ ผมเปลี่ยวๆ เหงาๆ ยังไม่ค่อยมีเพื่อน
เวลาว่างระหว่างคาบ ผมเลยได้แต่หลบหนาวลงไปคลุกอยู่ใต้ถุนห้องสมุด ยืมหนังสือมาอ่านบ้าง ยืมแผ่นหรือเทปสารคดีมานั่งดูในห้องโสตฯ บ้าง พยายามจะคอนเน็คกับบางสิ่งบางอย่าง

หนึ่งในสื่อที่ผมเสพอย่างดื่มด่ำช่วงนั้นก็คือสารคดี Cosmos ของคุณคาร์ล เซเกน การได้ท่องเอกภพไปกับนาวาจินตนาการของแก น้ำเสียงที่กล่อมเกลาและถ้อยคำอันคมคาย มันช่างปลุกเร้าผมอย่างมากมาย

จริงๆ ผมเกือบได้เรียนกับคุณคาร์ลแล้ว แต่แกดันมาเสียชีวิตไปก่อนผมเข้าสองปี

โชคร้ายที่อาจารย์ผีไม่มีจริงแบบในแฮรี่ พ็อตเตอร์
แต่โชคดีที่ผมยังได้รู้จักแกผ่านคลื่นเสียงและแสงที่ถูกบันทึกข้ามกาลเวลา
มองย้อนกลับไป ผมเชื่อว่านั่นเป็นหนึ่งในจุดที่เปลี่ยนชีวิตผม

สมัยเด็กๆ ผมเคยเชื่อเรื่อง เอเลี่ยน* สามเหลี่ยมเบอมิวด้า พลังจิต สัตว์ประหลาด ผีสางวิญญาณ ฯลฯ เรื่องพวกนี้มันสนุกมาก อ่านแล้วได้อารมณ์ลี้ลับ จะว่าไป ผมก็อ่านมันพร้อมๆ กับเรื่องที่เป็นวิทยาศาสตร์จริงๆ อย่าง อวกาศ ชีวิตสัตว์ทะเล โลกล้านปี โลกที่ตาเปล่ามองไม่เห็น ฯลฯ อะไรพวกนั้นแหละ คือสนใจใคร่รู้ไปหมดกับอะไรก็ตามที่ให้อารมณ์ “ว้าว ยังมีสิ่งน่าตื่นเต้นที่อยู่นอกเหนือจากชีวิตประจำวันของเราออกไปอีกนะเนี่ย” แต่ว่าไม่ได้ไม่มีการแยกแยะ เรื่องไหนจริงเท็จมากน้อยแตกต่างกันอย่างไร

การเข้าเรียนวิทยาศาสตร์ระดับมหาวิทยาลัย การได้รู้จักงานของคาร์ล เซเกน ผนวกกับงานของครูบาอาจารย์ท่านอื่นๆ อย่างริชาร์ด ดอว์กินส์ และริชาร์ด ไฟน์แมน ได้เติมกระบวนการแยกแยะนี้ให้กับชีวิตผม และได้ทำลายความเชื่อวัยเยาว์ไปจนหมดสิ้น

ถามว่า ชีวิตสลดหดหู่ลดสีสันลงหรือไม่?

ไม่เลย

จริงๆ แล้ว มันเป็นความ wonder (อัศจรรย์ใจ) แบบเดียวกัน แต่แค่ย้ายจากชุดข้อมูลที่ผิด มาสู่เรื่องที่จริงกว่า ลึกซึ้งกว่า การได้รับรู้ว่าจักรวาลนั้นกว้างใหญ่ยาวนานเพียงไหน สรรพชีวิตถือกำเนิดและเป็นมาอย่างไร มันให้อารมณ์เหมือนปลวกตัวหนึ่งได้เบิกเนตรว่าที่แท้ตนเองทำรังอยู่บนบ้านคน (แถมรู้ด้วยว่าเขาจะมาฉีดปลวกอีกเมื่อไหร่) ส่วนเรื่องผี เวทย์มนต์ เอเลี่ยน สัตว์ประหลาด ฯลฯ ผมก็ยังชอบมากอยู่ เผลอๆ จะเป็นส่วนสำคัญของชีวิตพอกันเลย แต่ผมแค่จัดหมวดหมู่ใหม่ให้มันไปอยู่ในแฟนตาซี หรือ Science Fiction เท่านั้นเอง

หลังกลับมาเมืองไทย ผมพบว่าคนส่วนใหญ่ไม่ค่อยโรแมนติกกับวิทยาศาสตร์ และไม่ค่อยแยกแยะระหว่างสิ่งน่าเชื่อกับสิ่งไม่น่าเชื่อ คนชอบแก้กรรมมากกว่าศึกษาพันธุกรรม ชอบโหราศาสตร์มากกว่าดาราศาสตร์ ผมฟังเพื่อนที่ทำแล็บด้วยกันเล่า ที่บ้านญาติเขาเป็นคนทรง เสกตะปูเข้าเท้าคนได้ บอกเห็นมากับตา ผมเชื่อเขาไม่ได้โกหก แต่เขาไม่คิดถึงความเป็นไปได้ที่นั่นจะเป็นทริก ผมเห็นบางคนฮิตกินน้ำด่าง เพื่อนบอกว่าดี ต้านมะเร็ง จากนั้นเพื่อนคนเดียวกันมาบอก เฮ้ย กินน้ำมะนาวโซดาก็ดีนะ ต้านมะเร็งเหมือนกัน (ตาเถร ตกลงมึงจะเอาด่างหรือเอากรด)

ผมเห็นคนมีความเชื่อที่สับสนเต็มไปหมด แต่พวกเขาก็ไม่ได้สงสัยพอที่จะสะสางความสับสนตรงนั้น

“รู้ได้ไงว่ามันไม่จริง?” คือคำถามที่มักจะโดนโต้กลับมาเวลาไปทักท้วง จริงๆ แล้วนั่นเป็นคำถามที่ดีมากนะครับ และหนังสือเล่มนี้แหละจะเป็นเครื่องชี้แจงแถลงไขทุกสิ่งอย่าง ซึ่งบ่อยครั้ง คำตอบอาจอยู่ที่การย้อนถามตัวคุณ “รู้ได้ไงว่ามันจริง?”

หลักวิทยาศาสตร์ จริงๆ ก็ไม่ใช่อะไร นอกจากเป็นศิลปะป้องกันตัวจากความเข้าใจผิด มันคือศาสตร์แห่งการไม่ด่วนสรุป คือวัคซีนป้องกันการหลงเชื่อ ความรู้หลายร้อยปีที่สั่งสมมาว่ามนุษย์เราสามารถหลอกตัวเองได้ยังไงบ้าง

แก่นคิดของมัน จริงๆ ไม่ต่างจากเวลาเราต้องการตรวจสอบว่านักการเมืองโปร่งใสรึเปล่า หรือเวลาจับผู้ต้องสงสัยได้ ต้องสืบหลักฐานก่อน ทำจริงมั้ย ไม่ใช่มาถึงก็ตัดสินเลย กระทั่งจะซื้อรถ ซื้อมือถือ เรายังต้องสำรวจดูหลายๆ ยี่ห้อ จะซื้อกระเป๋าเรายังต้องพลิกดูว่าของจริงของปลอม สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นหลักการวิทยาศาสตร์ทั้งสิ้น แต่เหตุใดเราจึงปิดสวิทช์มันเมื่อถึงบทตรวจสอบความเชื่อ?

ด้วยอุปสรรคที่พบเจอเหล่านี้ ผมจึงตระหนักได้ว่า ด้านหนึ่งของวิทยาศาสตร์คือการต่อสู้ ต่อสู้กับด้านที่แสงส่องไม่ถึงของสังคมและจิตวิทยามนุษย์ ซึ่งบางครั้งอาจไร้พิษภัย แต่บางทีก็ไม่น่าให้อภัย เช่น เปิดวิทยุต่างจังหวัด เจอโฆษณาน้ำสาหร่ายบอกแก้ได้ตั้งแต่ตาบอดไปจนถึงอัมพาต คุณป้าคุณยายแก่ๆ คือลูกค้าที่ตกเป็นเหยื่อ

ในกรณีศึกเยี่ยงนี้ คนที่ผมหวนคิดถึงก็คือคุณคาร์ล เซเกน เพราะแกถือว่าเป็นหนึ่งขุนพลในตำนาน เป็นผู้นำทัพวิทยาศาสตร์เข้าฟาดฟันกับความเชื่อเหลวไหลทั้งหลายแหล่ ด้วยลีลาทางปัญญาที่เฉียบคม แต่ก็อ่อนโยน แกสอนโดยไม่ดูถูกคนที่ไม่รู้มาก่อน แต่เมื่อถึงเวลาปราบมาร แกก็ไม่ยั้งมือ ผู้ใดที่อยากร่วมสู้ศึกอันมีความจริงและความเจริญของมนุษยชาติเป็นเดิมพัน ท่านสามารถอ่านเล่มนี้ดั่งอ่านตำราพิชัยสงครามของซุนวู หรือถ้าท่านอยากฝึกปรือวิทยายุทธ์ด้านตรรกะ เล่มนี้ก็เป็นดั่งคัมภีร์เปลี่ยนเส้นเอ็นที่จะสอนท่านได้ทุกกระบวนท่า

อย่างไรก็ตาม อารมณ์ของหนังสือก็ใช่จะมีแต่ลั่นกลองรบเสียทีเดียว จริงๆ แล้วถ้อยคำส่วนใหญ่ของคุณคาร์ล เป็นดั่งจดหมายรักถึงวิทยาศาสตร์ เมื่อพ้นด่านที่ต้องต่อสู้กับเรื่องงมงายต่างๆ ไปแล้ว โลกของวิทยาศาสตร์ช่างกว้างไกล สวยงาม เปี่ยมด้วยความเป็นไปได้ อวกาศและกาลเวลาแม้จะเวิ้งว้างโดดเดี่ยวสำหรับมนุษย์ตัวเล็ก แต่เมื่อบรรยายโดยคุณคาร์ลกลับกลายเป็นสถานที่อบอุ่น น่านอนขดซุกตัว กอดดาวหางเป็นหมอนข้าง เมื่อมองย้อนหลังไปดูก็ทั้งทึ่งและภูมิใจที่มนุษย์มาได้ไกลขนาดนี้ กว่าจะค้นพบความจริงได้สักเรื่อง มันไม่ง่ายเลย และเมื่อมองไปข้างหน้า เลยระบบสุริยะออกไป ยังมีเรื่องลี้ลับของจริงในจักรวาลอีกมากมายที่รอคอยการสำรวจ ผมนึกภาพแววตาที่ลุกโชนของคุณคาร์ล

ประเทศนี้ขาดคุณคาร์ล เซเกน

โชคยังดีที่จิตวิญญาณแกสามารถสืบทอดมาสู่ภาษาไทยได้ เทียนที่แกจุดไว้เมื่อ 20 ปีก่อน ในที่สุดก็ลามมาถึงที่นี่ ผมขอขอบคุณผู้แปลและผู้จัดพิมพ์หนังสือเล่มนี้
และขอให้ไฟลุกลามในใจของคนอ่านต่อไป

สาธุ

แทนไท ประเสริฐกุล
27 กุมภาพันธ์ 2558